บทที่ 3 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช
2542
และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 และ
และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 และ
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2553
1.
นักศึกษาอธิบายคำนิยามต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.
2542
ก.การศึกษา ข. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ค.
การศึกษาตลอดชีวิต ง. มาตรฐานการศึกษา
จ. การประกันคุณภาพภายใน ช. การประกันคุณภาพภายนอก
ซ. ผู้สอน ฌ. ครู
ญ.คณาจารย์ ฐ. ผู้บริหารสถานศึกษา ฒ.
ผู้บริหารการศึกษา ณ. บุคลากรทางการศึกษา
ตอบ
ก.การศึกษา
“การศึกษา” หมายความว่า
กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้การฝึก
การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้าทางวิชาการ
การสร้างองค์ความรู้อัน เกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม
สังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
ข. การศึกษาขั้นพื้นฐาน
“การศึกษาขั้นพื้นฐาน”
หมายความว่า การศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา คือตั้งเเต่ประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาปี่ที่ 6
ค.
การศึกษาตลอดชีวิต
“การศึกษาตลอดชีวิต”
หมายความว่า
การศึกษาที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
โดยเกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบการศึกษาตามอัธยาศัย
ง. มาตรฐานการศึกษา
“มาตรฐานการศึกษา”
หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะคุณภาพที่พึงประสงค์และมาตรฐานที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่ง
และเพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสา หรับส่งเสริมและกำกับดูแล การตรวจสอบ
การประเมิน และการประกันคุณภาพทางการศึกษา
จ. การประกันคุณภาพภายใน
“การประกันคุณภาพภายใน”
หมายความว่า
การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากภายใน
โดยบุคลากรของสถานศึกษานั้น เอง
หรือหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษานั้น
ช. การประกันคุณภาพภายนอก
“การประกันคุณภาพภายนอก”
หมายความว่า
การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากภายนอก
โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาหรือบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรองรับ
เพื่อเป็นการประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของสถานศึกษา
ซ. ผู้สอน
“ผู้สอน” หมายความว่า ครูและคณาจารย์ในสถานศึกษาระดับ ต่าง ๆ
ฌ. ครู
“ครู” หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพซึ่งทำ หน้าที่หลัก
ทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ
ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน
ญ.คณาจารย์
“คณาจารย์” หมายความว่า บุคลากรซึ่งทำ หน้าที่หลัก ทางด้านการสอนและการวิจัยใน
สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาและระดับปริญญาของรัฐและเอกชน
ฐ. ผู้บริหารสถานศึกษา
“ผู้บริหารสถานศึกษา”
หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาแต่ละแห่งทั้งของรัฐและเอกชน
ฒ. ผู้บริหารการศึกษา
“ผู้บริหารการศึกษา”
หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษาตั้งแต่ระดับ
เขตพื้นที่การศึกษาขึ้นไป
ณ. บุคลากรทางการศึกษา
“บุคลากรทางการศึกษา”
หมายความว่า
ผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารสถานศึกษารวมท้ั้งผู้สนับสนุนการศึกษาซึ่งเป็นผู้ทำ
หน้าที่ให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับ การจัดกระบวนการเรียนการสอน
การนิเทศและการบริหารการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ
2.
ความมุ่งหมายและหลักการจัดการศึกษาได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษานี้อย่างไรบ้าง
ตอบ หมวด 1 บททั่วไป
ความมุ่งหมายและหลักการ
ความมุ่งหมายและหลักการของการจัดการศึกษา (มาตรา 6-มาตรา 9)
1. ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษา
(มาตรา 6)
การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย
จิตใจสติปัญญา ความรู้และคุณธรรม
มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
2. กระบวนการเรียนรู้(มาตรา
7)
กระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอัน
มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิหน้าที่
เสรีภาพความเคารพกฎหมายความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติรวมทั้งส่งเสริมศาสนาศิลปวัฒนธรรมของชาติการกีฬา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและความรู้อันเป็นสากล
ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มีความสามารถในการประกอบอาชีพรู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
3. หลักการจัดการศึกษา
มี 3 ประการคือ(มาตรา 8)
(1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
(2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
(3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
3.
หลักการจัดการศึกษาประกอบด้วยอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ หลักการจัดการศึกษา มี 3 ประการคือ(มาตรา 8)
(1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
(2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
(3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
4.
การจัดระบบ โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา
ตามที่กฎหมายกำหนดมีอะไรบ้าง
ตอบ การจัดระบบ โครงสร้าง
และกระบวนการจัดการศึกษาให้ยึดหลักดั้งนี้(มาตรา 9)
(1) มีเอกภาพด้านนโยบาย
และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
(2) มีการกระจายอำนาจ
ไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา
และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา
(4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู
คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
(5) ระดมทรัพยากร
จากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
(6) การมีส่วนร่วม
ของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา
สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น
5.
สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา ที่กำหนดไว้ในกฎหมายมีอะไรบ้าง
ตอบ หมวด 2
สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา มีสาระสำคัญของหมวดนี้มีดังนี้(มาตรา 10-14) (ค าหมาน คนไค, 2543, 31)
1. การจัดการศึกษา
ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีอย่างทั่วถึง (Education for all) มีคุณภาพ (Educational
Quaality) และไม่เก็บค่าใช้จ่าย(FreeEducation) (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2542, 17)
2. บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา อารมณ์สังคม ผู้ด้อยโอกาสและผู้มีความสามารถพิเศษ
มีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
3. พ่อ แม่
ผู้ปกครอง บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน
สถานประกอบการสถาบันศาสนาและสถาบันอื่น ๆ มีสิทธิจัดการศึกษาขั้น
พื้นฐานให้แก่บุตรหลานของตนหรือบุคคลทั่ว ไป
ผู้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานดังกล่าวมีสิทธิได้รับการสนับสนุนและเงินอุดหนุนจากรัฐ
รวมทั้งได้รับการลดหย่อนภาษีหรือยกเว้นภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
6.
ระบบการศึกษามีกี่รูปแบบแต่ละรูปแบบมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ
1.
การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ
การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถจัดการศึกษาได้3 รูปแบบหรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งซึ่งทั้ง 3
รูปแบบนี้สามารถเทียบโอนกันได้
2. การจัดการศึกษาแบ่งเป็น
2 ระดับ คือการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเรียกชื่อเป็นประถมศึกษา
มัธยมศึกษาตอนต้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรืออย่างอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
การศึกษาระดับอุดมศึกษา มี2 ระดับคือ ระดับปริญญาและต่ำ กว่า
ปริญญา
3. การศึกษาภาคบังคับ
มีกำหนด 9 ปี เด็กอายุ 6
ขวบต้องเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้น พื้นฐานจนถึงอายุ 15 ขวบ
เว้นแต่สอบได้ชั้น ปีที่9 ของการศึกษาภาคบังคับ
หลักเกณฑ์การนับอายุให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
4. การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้น
พื้นฐาน ให้จัดในสถานศึกษา 3 ประเภทคือ
(1)
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย (2) โรงเรียน (3) ศูนย์การเรียน
5. การอาชีวศึกษาให้จัดในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนรวมทั้งสถานประกอบการและองค์กรหรือหน่วยงานอื่น
ตามกฎหมายว่า ด้วยอาชีวศึกษา
6. กระทรวง ทบวง กรม
รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ อาจจัดการศึกษาเฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วยงาน
โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานการศึกษาของชาติทั้งนี้ตามทหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
7.
การจัดการศึกษาในระบบมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ
1. การจัดการศึกษามี
3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ
การศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถจัดการศึกษาได้3 รูปแบบหรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งซึ่งทั้ง 3
รูปแบบนี้สามารถเทียบโอนกันได้
2. การจัดการศึกษาแบ่งเป็น
2 ระดับคือการศึกษาขั้น พื้นฐาน
การศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานจะเรียกชื่อเป็นประถมศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น
มัธยมศึกษาตอนปลายหรืออย่างอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง การศึกษาระดับอุดมศึกษา มี2 ระดับคือ ระดับปริญญาและต่ำกว่าปริญญา
3. การศึกษาภาคบังคับมีกำหนด
9 ปี เด็กอายุ 6
ขวบต้องเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงอายุ 15 ขวบ
เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่ 9 ของการศึกษาภาคบังคับ
หลักเกณฑ์การนับอายุให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
4. การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ให้จัดในสถานศึกษา 3 ประเภทคือ
(1) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
(2) โรงเรียน
(3) ศูนย์การเรียน
5. การอาชีวศึกษาให้จัดในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนรวมทั้งสถานประกอบการและองค์กรหรือหน่วยงานอื่น
ตามกฎหมายว่า ด้วยอาชีวศึกษา
6. กระทรวง ทบวง กรม
รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ
อาจจัดการศึกษาเฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วยงาน
โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานการศึกษาของชาติทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
8.
สถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลเป็นอย่างไร
ตอบ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 39 กำหนดให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหาร
และการจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคลและการบริหารทั่วไป
ไปยังคณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่โดยตรง
การกระจายอำนาจดังกล่าว จะทำให้สถานศึกษาคล่องตัว มีอิสระในการบริหารจัดการ
ตามหลักของการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-based management:
SBM) ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพได้มาตรฐานและสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
จากหลักการดังกล่าว
จึงกำหนดให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคลโดยได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการพ.ศ.
2546 ในมาตรา 35
ว่าสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามมาตรา 34 (2) เฉพาะที่เป็นโรงเรียนมีฐานะเป็นนิติบุคคล
และเมื่อมีการยุบเลิกสถานศึกษาตามวรรคหนึ่งให้ความเป็นนิติบุคคลสิ้นสุดลง
9.
แนวทางการจัดการศึกษามีหลักยึดอะไรบ้าง
ตอบ ยึดหลักว่า
ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ให้ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญ ที่สุด
และต้องให้แต่ละคนสามารถพัฒนาตามความถนัดความสนใจและเต็มศักยภาพของเขา
10.
ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่กำหนดให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา
ทั้งรัฐและเอกชนจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ
ตอบ เห็นด้วย เนื่องจากคนที่จะเป็น ครู ผู้บริหารสถานศึกษาและ ผู้บริหารการศึกษาจำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพ
เพราะครู คือ บุคลากรวิชาชีพซึ่งทำ หน้าที่หลัก
ทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ
ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน
และนักศึกษาครูอย่างดิฉันซึ่งได้ร่ำเรียนมาเป็นเวลา 5 ปี กว่าจะจบการศึกษา ก็ต้องได้รับใบประกอบวิชาชีพ ถึงจะไปเป็นครูได้
ไม่ใช่ให้คนที่เรียนคณะวิทยาศาสตร์ 4 ปี
ไปเป็นครูโดยให้สอบใบประกอบวิชาชีพ หรือไม่มีใบประกอบวิชาชีพไปเป็นครู
ซึ่งมันก็อาจจะจริงบ้างที่พวกที่เรียน 4 ปี อาจจะเก่งกว่า
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเป็นครูได้โดยสมบูรณ์แบบเพราะพวกเขาไม่ได้ผ่านการเรียนในเรื่องของการสอนต่างๆ
ซึ่งดิฉันคิดว่าการประกอบอาชีพครูต้องมีใบประกอบวิชาชีพ
และต้องเรียนสายครูมาโดยตรง
11.
มีวิธีการระดมทรัพยากรเพื่อพัฒนาการศึกษาในท้องถิ่นของท่านได้อย่างบ้าง
ตอบ จัดทำโครงการการร่วมบริจาคอุปกรณ์ทางการศึกษาโดยการนำกล่องรับบริจาคไปวางไว้ตามแหล่งชุมชนที่มีคนพลุกพล่านเพื่อขอรับบริจาคหนังสือ
อุปกรณ์การเรียน หรือทุนการศึกษา และทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญของการศึกษา
12. การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
มีวิธีการพัฒนาได้อย่างไร
ตอบ 1.ศึกษา สำรวจ
วิเคราะห์สภาพปัญหา การจัดหา
การเลือกใช้และการประเมินคุณภาพสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อใช้จัดการเรียนการสอนและการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา
2.จัดหาสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
เพื่อใช้ในการเรียนการสอนและการพัฒนางานด้านวิชาการ
3.เลือกใช้สื่อและเทคโนโลยีที่ผ่านการประเมินคุณภาพทางวิชาการ
จากคณะกรรมการของสถานศึกษา
4.ผลิต พัฒนาสื่อ
นวัตกรรมการเรียนการสอน
รวมทั้งประเมินคุณภาพสื่อฯเพื่อเลือกใช้ประกอบการเรียนการสอน